วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การทำงานของระบบประสาทสั่งการ



อวัยวะรับความรู้สึก

 8.7 อวัยวะรับความรู้สึก

          นัยน์ตาของคนมีรูกร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา (sclera) โครอยด์ (choroids) และเรตินา (retina) 

                 
             สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา (cornea)
กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่น เป็นฝ้าทึบจะมีผลกระทบต่อการมองเห็น
             โครอยด์ เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง

             เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง   ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็นเซลล์รูปกรวย(cone cell)เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆ ได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้องเรตินาในนัยน์ตาข้างจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 แล้วส่งไปยังสมองส่วนเซรีบเพื่อแปลเป็นภาพตามที่มองเห็น


      

               เลนส์ตา(lers) เป็นเลนส์นูนอยู่ค่อนมาทางด้านของนัยน์ตา ถัดจากกระจกตาเข้าไปเล้กน้อยเลนส์ตามีลักษณะใสและกั้นตาเป็น 2 ส่วน คือช่องหน้าเลนส์และช่องหลังเลนส์ภายในช่องทั้งสองมีของเหลวบรรจุอยู่ของเหลวดังกล่าวช่วยทำให้ลูกตาคงสภาพได้ และช่วยในการหักเหของแสงที่ผ่านเข้ามา
                ในการเกิดสภาพ แสงจากวัตถุผ่านเข้าสู่กระจก โดยมีเลนส์ตาทำหน้าที่รวมแสง ดังนั้นการหังเหของแสงจึงขึ้นอยู่กับความโค้งของกระจกตาและเลนส์ ปกติความโค้งของกระจกตาคงที่เสมอ
               เลนส์ตาถูกยึดติดด้วยเอ็นยึดเลนส์(suspensory ligament)โดยเส้นเอ็นดังกล่าวจะอยู่ติดกับกล้ามเนื้อยึดเลนส์จึงมีผลทำให้เอ็นยึดเลนส์ทำให้เลนส์หย่อนหรือตึงได้หากกล้ามเนื้อยึดเอ็นหดตัวเอ็นยึดเลนส์หย่อนลงทำให้เลนส์โป่งออก

              บางคนมองเห็นภาพที่อยู่ใกล้หรืพไกลได้อย่างชัดเลน เนื่องจากเลนส์ไม่สามารถปรับรูปร่างได้เป็นปกติ ทำให้เกิดสายตาสั้นหรือสายตายาวปัจจุบันสามารถแก้ไขได้ดดยการใส่แว่นตาทีประกอบด้วยเลนส์เว้าสำหรับคนสายตาสั้น และเลนส์นูนสำหรับคนสายตายาว
              ในกรณีคนสายตาเอียงที่เกิดจากความโค้งของกระจกตาในแนวต่างๆ ไม่เท่ากันทำให้เห็นเส้นในแนวต่างๆไม่เท่ากัน ทำให้เกิดการเห็นในแนวหนึ่งแนวใดไม่ชัดเจนแก้ไขโดยการใช้ เลนส์กระบอก(cylindrical lens) ซึ่งด้านหน้าเว้าด้านหลังนูน


                                                      วิธีแก้ของคนสายตาเอียง
กลไกการมองเห็น

                เยื่อหุ้มเซลล์รูปแท่งจะมีสารสีม่วงแดงชื่อ โรดอปซิน (rhodobsin) ฝังตัวอยู่ สารชนิดนี้ประกอบด้วยโปรตีนออปซิน (obsin) รวมกับสารเรตินอล (retinol) ซึ่งไวต่อแสง และจะมีการเปลี่ยนแปลง
           หน้าที่หลักของลูกตาคือ ทำให้เราสามารถมองเห็นภาพต่างๆได้ ซึ่งการมองเห็นนี้เป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสที่สำคัญทั้งห้าของร่างกาย ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทำให้คนเราสามารถมองเห็นและรับรู้ภาพต่างๆรอบตัว สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและดำรงชีวิตได้อย่างปรกติ
            การทำงานของลูกตามีหลักการคล้ายกับการทำงานของกล้องถ่ายรูป หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้อง ต้องบอกว่าหลักการทำงานของกล้องถ่ายรูปนำมาจากการทำงานของตานั้นเอง


องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เกิดการรับรู้ภาพได้ดี


        จะต้องประกอบด้วยส่วนสำคัญสี่ส่วนที่สมบูรณ์ ได้แก่ ส่วนของลูกตาที่เป็นทางผ่าน หรือทางเดินของแสงต้องใส ทำให้ภาพสามารถผ่านเข้าไปถึงจอประสาทตาในลูกตาส่วนหลังได้อย่างสมบูรณ์ ภาพที่ผ่านเข้ามาในลูกตาต้องได้รับการปรับระยะและความคมชัด ให้ภาพที่ไปตกที่จอประสาทตาในลูกตาส่วนหลังมีความคมชัดที่สุด จอประสาทตาสามารถเปลี่ยนภาพเป็นสัญญาณประสาท และส่งผ่านไปถึงสมองส่วนที่เกี่ยวกับการมองเห็นได้ สมองสามารถแปลงสัญญาณประสาทกลับเป็นรูปภาพได้อย่างถูกต้อง
                ถ้ามีองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ จะส่งผลให้การรับรู้ภาพผิดปรกติไปทำให้มีการมองเห็นที่ผิดปรกติ อาจมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือเป็นมากจนถึงขั้นมองไม่เห็นได้ ขึ้นกับชนิดของความผิดปรกติและความรุนแรงของโรคที่เป็น เช่นภาวะสายตาผิดปรกติ(สั้น,ยาว,เอียง) เกิดจากความผิดปรกติในการปรับความคมชัดของภาพที่ไปตกที่จอประสาทตา สามารถแก้ไขให้เห็นได้ปรกติด้วยแว่นสายตา,คอนแทคเลนส์ หรือการผ่าตัดแก้ไขสายตา

    โรคต้อกระจก เกิดจากเลนส์แก้วตาขุ่น ทำให้แสงผ่านเข้าตาได้น้อยลง มองเห็นภาพขุ่นมัวไม่ชัด การมองเห็นจะลดลงเรื่อยๆตามความรุนแรงของโรค สามารถรักษาให้กลับมามองเห็นได้ดีอีกครั้งด้วยการผ่าตัดเอาต้อกระจกออกและใส่เลนส์แก้วตาเทียม ซึ้งต้องให้การรักษาก่อนที่โรคจะเป็นมากจนมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นแล้ว

      โรคต้อหิน มีความผิดปรกติของขั้วประสาทตาจากการสูญเสียเซลประสาทที่อยู่ในชั้นจอประสาทตา มักพบร่วมกับความดันลูกตาสูง   การรักษาทำได้เพียงควบคุมโรคไม่ให้ลุกลามทำลายเซลประสาทตาเพิ่มขึ้น ไม่สามารถทำให้ส่วนของประสาทตาที่สูญเสียการมองเห็นไปแล้วกลับมาเห็นปรกติได้อีก

ที่มา::http://www.thaigoodview.com/node/43966

การทำงานของระบบประสาทสั่งการ

8.6 การทำงานของระบบประสาทสั่งการ

การทำงานของเส้นประสาทในระบบประสาทรอบนอกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่รับความรู้สึก (sensory division) ซึ่งรนับความรู้สึกจากภายนอกและภายในร่างกาย และส่วนที่สั่งการ (motor division) ถ้าการสั่งการเกิดขึ้นกับหน่วยปฏิบัติงานที่บังคับได้

 

8.6.1 ระบบประสาทโซมาติก

         ระบบประสาทโซมาติก ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อยึดกระดูก โดยเซลล์ประสาทรับความรู้สึกจะรับกระแสประสาทจากน่วยรับความรู้สึกผ่านเส้น ประสาทไขสันหลังหรือเส้นประสาทสมองเข้าสู่ไขสันหลังหรือเส้นประสาทสมองไปยัง หน่วยปฏิบัติงานซึ่งเป็นกล้ามเนื้อยึดกระดูก เช่น การกระตุกขาเมื่อถูกเคาะที่หัวเข่าเบาๆ

 
   การตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น โดยการกระตุกขานี้เกิดขึ้นเองโดยอัตโนวัติ เรียกว่า รีเฟล็กซ์ (reflex) กิริยาหรืออาการที่แสดงออกเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ เรียกว่า รีเฟล็กซ์แอกชัน (reflex action) เป็นการตอบสนองของหน่วยปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นในทันทีทันใด 
 

 8.6.2 ระบบประสาทอัตโนวัติ

การ ทำงานของระบบประสาทอัตโนวัติ ประกอบด้วยหน่วยรับความรู้สึก ซึงส่วนใหญ่จะอยู่ที่อวัยวะภายในและจะมีเซลล์ประสาทรับความรู้สึกรับกระแส ประสาทผ่านรากบนของกระแสประสาทไขสันหลังเข้าสู่ไขสันหลัง จากไขสันหลังจะมีเซลล์ประสาทออกจากไขสันหลังไปไซแนปส์กับเซลล์ประสาทสั่งการ ที่ปมประสาทอัตโนวัติ (autonomic ganglion) เรียก เซลล์ประสาทที่ออกจากไขสันหลังมาที่ปมปรัสาทอัตโนวัตินี้ว่า เซลล์ประสาทก่อนไซแนปส์ และเรียกเซลล์ประสาทสั่งการที่ออกจากปมประสาทอัตโนวัติว่า เซลล์ประสาทหลังไซแนปส์ ซึ่งจะนำกระแสประสาทสั่งงานไปยังกล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะภายใน กล้ามเนื้อหัวใจและต่อม

 
ที่มา หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานและเพิ่มเติมชีววิทยาเล่ม 3
ภาพจาก http://cid-acb24e767a2d210a.spaces.live.com/blog/cns!ACB24E767A2D210A!150.entry
http://www.thaigoodview.com/node/57873